...สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร...

จารุนันท์   อิทธิอาวัชกุล

          ความเจริญของโลกวิทยาการในยุคสังคมฐานความรู้เช่นในยุคปัจจุบัน  ทำให้องค์กรต่างๆ ตื่นตัวต่อการพัฒนา    “คน”  ให้เป็นผู้มีความรู้และมีปัญญาปฏิบัติเพื่อให้เป็นพลังแห่งความสามารถขององค์กรในการเผชิญความท้าทายใหม่ๆ และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
          ด้วยเหตุนี้หลายองค์กรจึงมีแนวคิดใหม่ในการสร้างคลังความรู้หรือการจัดการความรู้(KM)  กันอย่างกว้างขวาง  เมื่อมีระบบ KM  ที่ดีแล้ว  ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ควรจะเป็นโดยอัตโนมัติ  เราจำเป็นต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยโดยกระตุ้นให้พนักงานมีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง  เพื่อให้วงจรชีวิตของ KM  มีการพัฒนาเติบโต  เพราะมีผู้พร้อมให้ความรู้และมีผู้ใฝ่เรียนรู้จำนวนมากมาศึกษาและนำความรู้ไปใช้จนเกิดปัญญาอันเป็นผลมาจากการปฏิบัติจริงและนำความรู้จากปัญญาปฏิบัตินั้นเข้าไปทบทวีในระบบคลังความรู้  KM  ต่อเนื่องต่อไป
การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เป็นวิถีคิด  วิถีปฏิบัติของคนในองค์กรโดยหลักๆ  แล้วมีวิธีการดังนี้
ี้
         1.  ส่งเสริมให้มีชุมชนนักปฏิบัติและชุมชนผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้มีการจัดการและบริหารทรัพยากรความรู้ที่อยู่ในสมองของคนในองค์กร  โดยให้มีรูปแบบและกิจกรรมหลักในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างกันอย่างไม่ขาดสายดังได้คุยในรายละเอียดไปแล้ว
         2.  ให้ผู้นำเป็น Role  Model  เรื่องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องที่ผู้นำมีบทบาทที่ทำให้เกิดผลได้มากที่สุด  ดังนั้นเราต้องเชิดชูบทบาทของผู้นำขององค์กรให้แสดงความเป็นแบบอย่างของการเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้พร้อมแบ่งปันความรู้ให้พนักงานเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งนี้โดยให้ผู้นำบอกเล่าประสบการณ์โดยตรงของท่านในการแสวงหาความรู้และประโยชน์ที่ท่านได้จากการเรียนรู้ต่างๆ เป็นต้นในที่ทำงานของผู้เขียนเรามีผู้บริหารระดับสูงมาเป็นวิทยากรในหลักสูตรสำหรับผู้จัดการระดับต้นและระดับกลางด้วยตังเองอย่างต่อเนื่อง  การพูดและการกระทำที่สอดคล้องกันของผู้นำองค์กรในลักษณะคล้ายๆ นี้จะจูงใจให้พนักงานทุกระดับเต็มใจและตั้งใจเป็นผู้พร้อมให้ความรู้เพราะแม้แต่ผู้บริหารระดับสูงยังให้ความสำคัญของการแบ่งปันความรู้และที่สำคัญในขณะที่ให้ความรู้ผู้อื่น  ตัวผู้ให้ย่อมยิ่งมีความรู้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ขึ้นเท่ากับเป็นการพัฒนาตนเองให้มีภูมิความรู้สูงขึ้นและยังได้ความรู้จากการพูดคุยเพิ่มเติมจากผู้มาเรียนรู้อีกต่างหากด้วย
         3.  ส่งเสริมให้มีการเสวนาแบ่งปันความรู้  โดยจัด  Shared  Forum  ให้เป็นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้รู้ในองค์กรหรือบางโอกาสอาจจะเชิญผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาแลกเปลี่ยนขยายมุมมองเพิ่มเติมในเนื้อหาที่เกี่ยวกับกลยุทธ์สำคัญขององค์กรก็ได้
          การจัด Book  Briefing  โดยให้นักอ่านหรือหนอนหนังสือเป็นผู้ช่วยอ่านและนำสรุปเนื้อหาสาระสำคัญให้ฟังรวมทั้งมีการอภิปรายเชื่อมโยงจากแนวคิดของหนังสือนั้นกับการทำงานก็จะทำให้เกิดบรรยากาศของการเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และกระตุ้นให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น
         4.  ส่วนงาน  HRD  ควรจัดให้ความรู้และพัฒนาทักษะ ในการเป็นผู้ถ่ายทอดสอนงานเพิ่มเติมไปด้วย  เพื่อให้ผู้พร้อมให้ความรู้นั้นสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างแจ่มชัด  นอกจากนี้ยังสามารถจัดให้มีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้  (Learn  how  to  Learn)  สำหรับพนักงานทุกคนเพื่อให้ผู้ใฝ่เรียนรู้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและได้อย่างมีประสิทธิผลสูง
         5.  ส่งเสริมค่านิยม  เรื่องการเปิดใจกว้างขวางและการรับฟังความคิดเห็น  เพราะค่านิยมนี้จะช่วยกำหนดพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมของการเรียนรู้ได้อย่างมาก  HR  สามารถจัดการสื่อสารหรือจัดกิจกรรมรณรงค์ให้พนักงานทุกคนเห็นความสำคัญของการเปิดใจและการรับฟังนั้นว่าเป็นประตูแห่งโอกาสของการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความคิดให้แหลมคมและกว้างไกล
          เรื่องการเปิดใจกว้างและรับฟังความคิดเห็นผู้บริหารคงต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี  โดยจัดหาโอกาสต่างๆ ที่ไปรับฟังความคิดเห็นของพนักงานหรือเปิดโอกาสให้มีช่องทางแก่พนักงานในการแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งองค์กร
เขียนมาถึงตรงนี้  นึกถึงคำพูดของบรมครูด้าน  HR   อาจารย์จำเนียร  จวงตระกูล  ท่านมีคติประจำใจว่า  “เกิดเป็นคนโง่ไม่เป็น  เป็นใหญ่ยาก  คือ  ไม่มีใครฉลาดที่สุดได้ตลอดเวลา  เราจึงต้องเสาะแสวงหาความรู้ใส่ตัวเสมอ  เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกคนโดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชา  เพื่อนร่วมงาน เราต้องเป็นผู้ฟังที่ดี  คือเราจะต้องโง่บ้างและฟังให้มาก”
         6.  จัดให้มีระบบการยกย่องเชิดชู  หรือชื่นชมยินดีกับผู้ให้ความรู้และผู้แสดงออกถึงการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ขยายเป็นวงกว้างนอกจากนี้ในระบบประเมินศักยภาพความสามารถของพนักงานที่พร้อมจะเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นก็ควรจะประเมินด้านความสามารถในการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไว้ด้วยเพื่อให้พฤติกรรมดังกล่าวมีผลในการปฏิบัติอย่างจริงจังกับพนักงานทุกคนทุกระดับ
          วิธีดังกล่าวข้างต้นนั้นจะช่วยส่งเสริมให้คนในองค์กรมีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงานและแน่นอนว่าพนักงานที่มีการเรียนรู้เหล่านั้นย่อมทำให้องค์กรและธำรงขีดความสามารถขององค์กรให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในโลกยุคใหม่นี้






ที่มา : นสพ. กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 17 มิ.ย. 51 หน้า 30
โดย จารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล รองผอ. พัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)