ชำแหละปริญญาโท 'ราชภัฏ'ถูก-เรียนง่าย-ไร้คุณภาพ-จบเร็ว ?


ในระยะนี้ดูเหมือนข่าวคราวของสถาบันราชภัฏมักจะออกมาในภาพลบเสียมาก อย่างเรื่องที่มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ ปฏิเสธรับ นักศึกษาจากสถาบันราชภัฏเข้าศึกษาหลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปี ล่าสุด น.ส.เจือจันทร์ จงสถิต อยู่ เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ถึงกับระบุว่าขณะนี้เกิดกระแสผู้บริหารนิยมไปเรียนปริญญาโทภาคพิเศษกันมาก โดยเฉพาะที่สถาบันราชภัฏ ทำให้กาลายเป็นธุรกิจเพราะสถาบันเหล่านี้ มักเก็บค่าหน่วยกิตแพงประมาณหน่วยกิตละ 1,200 บาท ประสานกับเสียงของ นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ที่ออกมาแฉว่า สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งรวมทั้งสถาบัน ราชภัฏก็ปริญญาโทภาคพิเศษกันมาก บางแห่งเก็บค่าหน่วยกิตสูงถึง 2-3 หมื่นบาทต่อเทอม ประเด็นดังกล่าวทำให้สังคมหันมาจับตามองสถาบันราชภัฏ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนและบัณฑิตของสถาบันแห่งนี้ซึ่งใน อดีตจนถึงปัจจุบันยังเป็นที่คลางแคลงใจแก่ผู้คนหากเทียบกับมหาวิทยาลัย การที่ผู้คนเพ่งเล็งไปที่หลักสูตรปริญญาโทภาคพิเศษของสถาบันราชภัฏนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเพราะผู้บริหารสถานศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการจำนวนมากพากันแห่เข้าเรียนในระยะปีสองปีมานี้ เนื่องจากคณะกรรมการบริหาร ส่วนสำนักงานปฏิรูปการศึกษาต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียว กันว่า ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งจะมีผลบังคับใช้สมบูรณ์ในปี 2545 คนที่จะมาเป็นผู้บริหาร สถานศึกษาจะต้องมีวุฒิอย่างน้อยปริญญาโท อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีที่มาที่ไป อย่างที่อาจารย์สถาบันราชภัฏทาง ภาคอีสานคนหนึ่งซึ่งมี ประสบการณ์นักศึกษาปริญญาโทภาคพิเศษ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตรปริญญาโทภาคพิเศษของราชภัฏโดยเฉพาะสาขาบริหารการศึกษา ส่วนใหญ่ลอกมาจากของมหาวิทยาลัย สภาพที่เป็นอยู่คือ ขาดอาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เป็นไปในลักษณะอาจารย์กับลูกศิษย์เรียนไปพร้อมๆ กันคือ อาจารย์ จะอ่านหนังสือเพื่อมาสอนนักศึกษา และยังขาดแคลนอาจารย์ที่คุมการทำวิทยานิพนธ์ อาจารย์คนหนึ่งต้องคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาจำนวนมาก จึงทำให้ไม่มีคุณภาพและการทำวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมากกว่านอกจากนี้ ห้องสมุดของสถาบันราชภัฏแต่ละแห่งนั้นก็ไม่เหมาะที่จะเปิด สอนระดับบัณฑิตศึกษา เพราะมีสภาพที่ดีกว่าโรงเรียนมัธยมเท่านั้น ส่วนมากเป็นหนังสือเก่า ไม่ทันสมัย ไม่เพียงพอในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และแทบจะพูด ได้ว่าอาจารย์ไม่ได้ผลิตเอกสารตำราเรียนเองเลย อาจารย์ราชภัฏคนเดิมยังระบุอีกว่า การเปิดสอนปริญญาโทของราชภัฏนี้ เป็นการย้อนร้อยเดิมของราชภัฏ สมัยเมื่อปี 2521 ที่เปิดสอน ปริญญาตรีโครงการอบรมครุประจำการ หรือ อคป. ซึ่งผู้เรียนสามารถได้ปริญญาตรีอย่างง่ายดายเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ถ้ามาเรียนวิทยาลัยครูจะต้องจบแน่นอน จึงแห่เข้ามาเรียนกานมากเพราะเสียค่าเล่าเรียนถูก ถ้าเทียบกับมกาวิทยาลัยเหมือนเป็นโรงงานผลิตบัณฑิตปริญญาตรี ซึ่งราชภัฏทั่วประเทศ สามารถผลิตได้มากถึงปีละ 5หมื่นคน ต่อไปราชภัฏจะเป็นสถาบันที่ผลิตปริญญาโทมากที่สุด คนจะแห่มาเรียนกันมากเนื่องจากค่าเรียน ถูกกว่าสถาบันรอุดมศึกษา อื่น ๆ จากนี้ไปคนจบปริญญาโทจากราชภัฏจะมีจำนวนมากขึ้นแทนที่มหาวิทยาลัยที่ผลิตปริญญาโทอยู่เดิมทั้ง จุฬาฯ มศว.ประสานมิตร เกษตรศาสตร์ ฯลฯ ซึ่ง มหาวิทยาลัยเหล่านี้มักจะเหิดสอนแบบทยอยไปไม่ได้เร่งรีบผลิตเหมือนราชภัฏ แม้ว่าผู้เรียนปริญญาโทจากราชภัฏจะจบง่ายกว่าที่อื่นแต่ จะว่ากันไปแล้ว ทั้ง รามคำแหงและสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ไปเปิดศูนย์สอนปริญญาตรี - โท ในจังหวัดต่าง ๆ ก็จบไม่ยากเช่นกัน แต่บรรดามหาวิทยาลัยเหล่านั้นไม่ถูก วิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากบุคลากรมีความรู้ความสามารถมีคุณวุฒิ โดยจะนำพวกที่มี ตำแหน่งทางวิชาการหรือดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มาสอน ซึ่งมีเอกสารมีตำ ราสื่อการสอนที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ในขณะที่ราชภัฏขาดแคลนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ในประเด็นเดียวกัน อาจารย์ราชภัฏอีกคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า การอนุมัติเปิดสอนปริญญาโทของราชภัฏนั้น คณะกรรมการสภาวิชาการเป็นเพียงตรายาง เท่านั้น ส่วนใหญ่แค่ให้คำแนะนำท้วงติงบ้างเท่านั้น ไม่มีบทบาทอะไร การจะเปิดสอนหรือคิดค่าหน่าวยกิตมากน้อยแค่ไหนเป็นสิทธิ์ของสภาประจำสถาบันราช ภัฏนั้น ๆ ซึ่งหลายคนเป็นห่วงเรื่องคุณภาพมาก เพราะสภาพที่เป็นอยู่เปิดสอนกันอย่างเร่งรัด เร่งร้อนและรีบเร่ง "ราชภัฏที่เปิดสอนปริญญาโทต่างก็อ้างว่าครู สปช. และผู้บริหารไม่มีวุฒิปริญญาโท จึงจำเป็นต้องเปิดเพื่อพัฒนาคนเหล่านั้น โดยนำวิทยากร อาจารยืจากที่อื่นมาสอน เพราะอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในสาขาการศึกษาที่เคยมีอยู่เดิม เปลี่ยนไป สอนสาขานิเทศศาสตร์หรือบริหารจัดการกันหมดแล้ว ทุกวันนี้อาจารย์ราชภัฏไม่ได้ทำงานวิจัยกันแล้ว แม้จะให้ลดชั่วโมงสอนเพื่อจะได้มีเวลาทำวิจัยก็ไม่ยอม เอาแต่สอนอย่างเดียวโดยเฉพาะภาคพิเศษ หรือพวก กศ.บป. ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะทำให้มีรายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเสียอีก" นอกจากนี้การที่ผุ้บริหารในกระทรวงศึกษาฯ แห่มาเรียนปริญญาโทของราชภัฏเพราะมีกลยุทธ์ด้านการตลาดที่ดี คือจะให้จ่ายตลาดหลักสูตร ก็ได้ ซึ่งจะได้ส่วนลด หรือใครไม่มีเงินก็ผ่อนจ่ายได้ ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงที่อาจารย์สะท้อนให้ฟัง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายสงบ ลักษณะ เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ ชี้ถึงปรากฏการณ์ นี้ว่า เบื้องหลังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงราชภัฏในทางลบนั้นเพราะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นอาจารย์พิเศษให้กับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่เปิด สอนปริญญาโท เป็นพวกที่มีอคติ ลำเอียง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับราชภัฏเมื่อคนแห่มาเรียนกับราชภัฏทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านั้นเสียลูกค้าจึงต้อง ออกมาโจมตี "ขอยืนยันว่าหลักสูตรของเรามีคุณภาพเพราะมีคณะกรรมการสภาวิชาการดูแล และยังมีคณะกรรมการประกันคุณภาพภายใน และคณะกรรมการ บริหารวิชาการของราชภัฏแต่ละแห่งควบคุมตรวจสอบ " สำหรับประเด็นที่ระบุราชภัฏเก็บค่าหน่วยกิตแพงนั้น นายสงบแจกแจงว่า ราชภัฏส่วนใหญ่เก็บค่าหน่วยกิตละ 500-1,000 บาทเท่านั้น มีแห่งเดียว ที่เก็บ 1,500 บาทเท่ามหาวิทยาบัยคือ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงต้องจ้างอาจารย์พิเศษจากสถาบันอื่นและผู้ทรงคุณวุฒิมาสอน และเท่า ที่ทราบราชภัฏส่วนใหญ่ไม่ได้กำไรแต่อย่างใด ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีความพร้อมมากกว่า ทั้งอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอน และยังได้อัตราอาจารย์ ที่เกษียณคืน ทำให้ไม่ต้องไปจ้างอาจารย์ที่อื่นมาสอน ขณะที่ราชภัฏถูกตัดอัตราอาจารย์เกษียณ แม้ว่าถ้อยแถลงของนายสงบจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาจารย์ 2 คนที่ให้ข้อมูล แต่หากนำกระแสสังคมมาพิจารณา จะทำให้เห็นสิ่งที่เป็น อยู่จริง ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ได้ โดยเฉพาะประเด็นคุณภาพบัณฑิตที่ผลิตออกไปในระดับปริญญาตรีถือว่ายังมีจุดบกพร่องหลายจุดที่คนราชภัฏจะต้อง นำไปวิเคราะห์และหาทางปรับปรุงแก้ไขเพราะต้องยอมรับว่าปริมาณที่ผลิตบัณฑิตจำนวนมากในขณะที่ยังขาดแคลนปัจจัยหลายด้าน เรียกว่าศักยภาพไม่ ถึงขั้น ย่อมมีผลกระทบทั้งตัวบัณฑิตและภาพรวมของสถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมาเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาก็ยิ่งถูกตรวจสอบ เพราะเท่ากับเป็นน้องใหม่ในเรื่องนี้หากไม่ต้องการให้สังคมวิพากษ์วิจารณืคงต้องไปทบทวน กันเองว่า การเรียนการสอนที่ทำอยู่นั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่ ประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแฉนั้นข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร อาจารย์บุคคลากรผู้สอนมี คุณวุฒิเพียงพอจะสอนปริญญาโทได้จริงหรือ อย่าเพียงแต่กล่าวอ้างว่าเป็นสถาบันเพื่อมุ่งมั่นผลิตคนเพื่อตอบสนองท้องถิ่นเท่านั้น การตรวจสอบและคำถามจากสังคมที่หนักหน่วงครั้งนี้ ไม่ใช้ครั้งแรกของราชภัฏ จึงไม่ควรมองข้ามและมัวแต่เพิกเฉยเพราะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ จะมาล้างคำครหานั้นได้

มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 19 มิถุนายน 2543 หน้า 1-19