ลักษณะของผลงานทางวิชาการ
ผลงานทางวิชาการ มีดังนี้
1. เอกสารประกอบการสอน
2. เอกสารคำสอน
3. ตำรา
4. หนังสือ
5. งานแปล
6. บทความทางวิชาการ
7. งานทางวิชาการในลักษณะอื่น
1. เอกสารประกอบการสอน
เอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใด วิชาหนึ่งตามหลักสูตรของวิทยาลัย มีลักษณะเป็นเอกสารหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในวิชาที่สอน ประกอบด้วย แผนการสอน หัวข้อคำบรรยายมีรายละเอียดประกอบพอสมควร อาจมีสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ เช่น รายชื่อบทความหรือหนังสืออ่านประกอบบทเรียบเรียง บทคัดย่อ เอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนภูมิ (chart) แถบเสียง (tape) หรือภาพเลื่อน (slide) ฯลฯ
เอกสารประกอบการสอนใช้ในกรณ๊ของเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกสารประกอบการสอนจะต้องมีหัวข้อและเนื้อหาครอบคลุมและครบถ้วน ตามรายละเอียดของวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา และครอบคลุมด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความมุ่งหมาย (objective)
2. เนื้อเรื่อง (content)
3. กิจกรรมและวิธีสอน (methods of teaching)
4. อุปกรณ์การสอน (instructional material)
5. วิธีประเมินผล (evaluation)
มติ อ.ก.ค. กรมการฝกหัดครูในการประชุมครั้งที่ 2/2529 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2529 มีว่า การจัดทำเอกสารประกอบการสอน จะจัดทำเป็นแบบเนื้อหา อธิบายละเอียดต่าง ๆ โดยไม่ต้องมีวัตถุประสงค์ และแผนการสอนในแต่ละบทก็ได้ ในกรณีที่แต่ละบทมีลักษณะเหมือนกัน ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความหมายของเอกสารประกอบการสอนด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าควรให้แต่ละบทมีหัวข้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ข้างต้น คือ มีความมุ่งหมายของบทเรียนนั้นไปจนถึงวิธีประเมินผล เพื่อให้เป็นเอกสารประกอบการสอนที่สมบูรณ์
เอกสารประกอบการสอนไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อหนังสือ เขียนหน้าปกว่าจำเป็นต้องตั้งชื่อหนังสือ เขียนหน้าปกว่าเอกสารประกอบการสอนระบุรหัสวิชา ชื่อรายวิชา และชื่อผู้แต่งเรียบเรียง มีคำนำ เนื้อหา แบ่งเป็นบท ๆ อาจจะมีสรุป และคำถามหรือแบบฝึกหัดของแต่ละบทเพิ่มขึ้นอีก เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสอนจริง สุดท้ายควรมีบรรณานุกรม มีความหมายพอสมควร สำหรับ 1 รายวิชา เช่น ประมาณ 100 หน้า
อ.ก.ค. การฝึกหัดครู ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2528 วันที่ 22 ตุลาคม 2528 มีมติอนุมัติให้เอกสารประกอบการสอนเพื่อประกอบการดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ใช้ชื่อเดียวกันกับผลงานทางวิชาการได้ แต่วิธีการเขียน จะต้องแตกต่างกัน
2. เอกสารคำสอน
เอกสารคำสอน หมายถึง เอกสารคำบรรยายหรืออุปกรณ์ที่ใช้สอนวิชาใดวิชาหนึ่งตามหลักสูตรของวิทยาลัยมีเนื้อหาสาระคำสอนที่มีความสมบูรณ์กว่าเอกสารประกอบการสอน เอกสารคำสอนใช้ในกรณีขอเลื่อนตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ เอกสารคำสอนเช่นเดียวกับเอกสารประกอบการสอน อาจกระทำได้ในลักษณะของตำราต้องมีหัวข้อ และเนื้อหาครอบคลุมครบถ้วนตามรายวิชาที่กำหนดให้ในหลักสูตรของสภาการฝึกหัดครูและมีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าเอกสารประกอบการสอน ถือว่าเป็นคำบรรยายที่สอนใน 1 รายวิชาได้
นอกจากจะจัดทำเป็นตำราแล้ว อาจจัดทำเป็นคู่มือการสอน โดยมีรายการต่อไปนี้
1. บทนำ จะต้องบอกชื่อรายวิชา รายละเอียดของวิชา และความมุ่งหมายทั่วไปในการเรียนการสอนของรายวิชานั้น ๆ
2. แต่ละบท ประกอบด้วย
ความมุ่งหมายเฉพาะ
เนื้อเรื่อง
กิจกรรมและวิธีสอน
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
วิธีประเมินผล
ตำราและหนังสือประกอบ
การเขียนผลงานทางวิชาการจะเป็นเอกสารคำสอนหรือหนังสือ ตำรา ก็ตามควรต้องมีการอ้างอิงแหล่งวิชาการที่ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้า ย่อ เรียบเรียง กล่าวถึง หรือวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้เพราะการมีหลักฐานอ้างอิงเป็นลักษณะที่บ่งบอกความเป็นนักวิชาการ และความซื่อสัตย์ทางวิชาการด้วยแม้แต่รูปภาพ แผนภูมิ ที่ผู้เสนอผลงานไม่ได้เขียนขึ้นเองก็ควรระบุแหล่งที่มาให้ปรากฏไว้ด้วย
3. ตำรา
ตำราเป็นงานแต่งหรืองานเรียบเรียง หมายถึง เอกสารที่ใช้ในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะที่ได้เรียบเรียงอย่างมีระบบ เช่น ประกอบด้วย คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง สรุป และการอ้างอิงที่ครบถ้วนสมบูรณ์ทันสมัยโดยจะต้องมีเนื้อหาสาระอย่างละเอียดครอบคลุมวิชาหรือส่วนของวิชาที่ตนเชี่ยวชาญ มีวัตถุประสงค์ที่ใช้เป็นหลักในการเรียนการสอนตามหลักสูตรของวิทยาลัยและต้องจัดทำเป็นรูปเล่มอย่างเรียบร้อย
ตำราที่มีคุณภาพนั้น แต่ละเรื่องแต่ละตอนควรมีการอธิบาย หรือวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนและลึกซึ้ง และควรมีการสรุปหรือแสดงควมคิดเห็นที่เป็นของตนเองประกอบไว้ในส่วนท้ายภาพประกอบ แผนภูมิตามสมควร บรรณานุกรม หากมีในแต่ละบทจะดียิ่งขึ้น นอกจากนี้อาจมีภาคผนวก และดัชนีท้ายเล่มได้อีกด้วย
การจัดทำตำรา และผลงานทางวิชาการอื่น ๆ จะทำเป็นเอกสาร ภาพถ่าย หรืออัดสำเนาหน้าเดียวก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะเป็นงานที่สมบูรณ์พร้อมที่จะพิมพ์ตามแบบฉบับของ หนังสือตามมาตรฐานทั่วไปได้ มีการรับรองว่าได้มีการเผยแพร่แล้ว โดยระบุวิธีเผยแพร่ด้วย ซึ่งเป็นมติ อ.ก.ค. กรมการฝึกหัดครู ในการประชุมครั้งที่ 2/2529 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2529 สำหรับ มติ อ.ก.ค. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การประชุมครั้งที่ 10/2527 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2527 มีว่า ตำราหากพิมพ์จากโรงพิมพ์แล้วถ่ายเอกสารเย็บเล่ม ผู้เสนอผลงานนั้นจะต้องแจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการทราบว่าได้มีการเผยแพร่ตำรานั้นแล้วในลักษณะใด เช่น ส่งให้สถาบันอื่น หรือห้องสมุดของมหาวิทยาลัยหรือได้นำไปใช้ในชั้นเรียนใด ภาคใด ปีการศึกษาใด เป็นต้น
4. หนังสือ
หนังสือ เป็นงานแต่ง หรืองานเรียบเรียงอีกประเภทหนึ่ง หมายถึง เอกสารทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการที่ได้เรียบเรียงอย่างมีระบบ เข้าปกเย็บเล่มเรียบร้อยมีสารบัญแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหาอย่างชัดเจนใช้อักษรตัวพิมพ์ (ตีพิมพ์) และมีการเผยแพร่การแต่ง หรือเรียบเรียงหนังสือที่ใช้ประกอบการศึกษาตามหลักสูตร ควรจะต้องมีลำดับขั้นตอนก่อนหลัง มีโครงสร้าง บทนำ เนื้อหา สรุป อาจมี ภาพ ตาราง ตัวเลข กราฟ แผนที่ ตามความเหมาะสม มีเชิงอรรถ และ บรรณานุกรมแต่ละบทหรือรวมไว้ท้ายเล่มหนังสือและตำรานั้นจะต้องมีความละเอียด สมบูรณ์ และลึกซึ้งมาก แต่ไม่จำเป็นว่าเนื้อหาจะต้องครอบคลุมรายวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นต้องตรงตามหลักสูตรของสภาการฝึกหัดครู แต่สามารถอ้างอิงกับรายวิชา
ใดวิชาหนึ่งหรือหลายรายวิชาตามหลักสูตรของสภาการฝึกหัดครูเป็นสำคัญ
5. งานแปล
งานแปล หมายถึง ตำราหรือหนังสือที่แปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง ให้ได้ใจความถูกต้องตรงตามต้นฉบับเดิม ให้สื่อความหมายเป็นที่เข้าใจแก่ผู้อ่าน และได้เรียบเรียงตลอดจนปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมในกรณีที่จำเป็นการแปลจึงไม่ใช่แปลคำต่อคำ ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย นุ่มนวล และสำนวนสละสลวยงานแปลอาจแปลจากตำราหรือหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งทั้งเล่ม หรือแปลเฉพาะบางตอนของตำราหรือหนังสือหลายเล่มแล้วนำมารวบรวมเป็นเล่มใหม่ก็ได้ แต่ต้องเป็นตำราที่ใช้ประกอบการเรียนการอสน การปาฐกถาหรือการปฏิบัติการได้งานแปลควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว และในการส่งผลงานแปลจะต้องส่งตำราหรือหนังสือต้นฉบับด้วย งานแปลเช่นเดียวกับหนังสือ คือ จะต้องมี เนื้อหาลึกและกว้างไม่จำเป็นต้องตรงตามหลักสูตร แต่ใช้อ้างอิงกับรายวิชาตามหลักสูตรสภาการฝึกหัดครูได้
6. งานวิจัย
งานวิจัย หมายถึง งานศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ และมีความมุ่งหมายอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการนำวิชาการนั้นมาประยุกต์ การรายงานผลการวิจัยจะต้องมีลักษณะเป็นเอกสารที่มีรูปแบบของการวิจัย ตามหลักวิชาการ เช่น มีการตั้งสมมุติฐาน หรือมีการทำหน้าที่ชัดเจนสมเหตุสมผล โดยต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแน่นอน มีการรวบรวมข้อมูลพิจารณา วิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ งานวิจัยที่ส่งเพื่อขอเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ต้องไม่เป็นงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือประกาศนียบัตรใด ๆ และเป็นงานวิจัยที่ได้เผยแพร่แล้วผลงานวิจัยจะมีน้ำหนักมากขึ้นถ้าได้ลงพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในสาขาวิชาชีพที่เผยแพร่โดยสม่ำเสมอ สำหรับงานวิจัยที่ยาวมาก ก็อาจจะพิมพ์เผยแพร่โดยหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับในทางวิชาการหรือ วิชาชีพที่เชื่อถือได้ในสาขานั้น ๆ หากไม่สามารถพิมพ์เผยแพร่ได้ทั้งฉบับก็ให้พิมพ์ในรายงานฉบับย่อที่มีสาระสำคัญครบถ้วน (ไม่ใช่บทคัดย่อ) ลงในวารสารหรือรายงานการประชุมทางวิชาการที่เชื่อถือได้หรือเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการหรือวิชาชีพสาขานั้น ๆ
7. บทความทางวิชาการ
บทความทางวิชาการ หมายถึง เอกสารที่เรียบเรียงจากผลงานวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเสนอแนวความคิดใหม่จากพื้นฐานทางวิชาการนั้น ๆ
สำหรับบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ทั่วไปสำหรับประชาชนนั้นอาจใช้ได้บ้างหากมีคุณค่าทางวิชาการเพียงพอ
อ.ก.ค. กรมการฝึกหัดครู ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2519 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2529 มีมติว่า
ถ้าผลงานทางวิชาการเป็นบทความจะต้องพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารวิชาการโดยคำนึงถึงความแพร่หลายในการศึกษาหรือวิชาชีพทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัยถือว่า บทความทางวิชาการนั้นควรเป็นบทความที่เขียนให้นักวิชาการอ่าน ควรเป็นบทความที่เขียนจากผลสรุปการวิจัยจะมีคุณค่ามากขึ้น บทความทางวิชาการจะต้องลงพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในสาขาวิชาชีพที่เผยแพร่ โดยสม่ำเสมอในหนังสือรวมบทความทางวิชาการโดยนำเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาก็ได้ แต่ต้องแนบรายงานการประชุมทางวิชาการที่มีเนื้อเรื่องสมบูรณ์มาประกอบการพิจารณาด้วย
8. งานทางวิชาการในลักษณะอื่น
งานทางวิชาการในลักษณะอื่น หมายถึง ผลงานอื่นที่ไม่ใช่เอกสารประกอบการสอน เอกสารคำสอน หนังสือบทความทางวิชาการ งานแปล ตำรา หรือ ผลงานวิจัยโดยปกติ หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ หรืองานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า เช่น เครื่องทุ่นแรง ผลงานด้านศิลปะ ภาพวาด ศิลปกรรมประดิษฐ์ท่ารำ ฯลฯ
ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นที่เสนอไปนั้นจะต้องผ่านการพิสูจน์หรือมีหลักฐานรายละเอียดต่าง ๆ ประกอบแสดงให้เห็นคุณค่าของผลงานได้มาตรฐานของตำแหน่งทางวิชาการและจะต้องเขียนคำบรรยายผลงาน กล่าวถึงแรงบันดาลใจ ถ้าเป็นการประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงควรบอกด้วยว่าลงทุนเท่าใด คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน ถ้าเป็นรูปด้านศิลปะต้องเขียนคำบรรยายประกอบภาพให้เห็นว่ามีสุนทรียภาพอย่างไรมีอะไรเป็นแรงบันดาลใดในการเขียน
งานชิ้นใดไม่ชื่อผู้ทำพยายามหาหนังสือรับรองจากผู้บังคับบัญชาที่ทราบเรื่องหรือผู้ที่เหมาะสมรับรองว่าเป็นผลงานของตน
การเขียนผลงานทางวิชาการการเขียนเอกสารประกอบการสอนและเอกสารคำสอน
เอกสารประกอบการสอน และเอกสารคำสอนมีลักษณะคล้ายกันมาก มีส่วนประกอบต่าง ๆ เหมือนกัน แตกต่างกันที่เอกสารคำสอนมีเนื้อหาสมบูรณ์กว่าเอกสารประกอบการสอนเท่านั้นส่วนที่เนื้อหาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเอกสารประกอบการสอนและเอกสารคำสอนจะขาดเสียมิได้ แต่ส่วนประกอบอื่น ๆ อาจจะไม่มีก็ได้ เอกสารประกอบการสอนต้องมีเนื้อหาพอสมควร เอกสารคำสอนต้องมีความละเอียดและลึกซึ้งมากกว่าอาจกล่าวได้ว่าเอกสารมีเนื้อหา
พอๆ กับตำราเล่มหนึ่ง การเขียนเอกสารคำสอนจะต้องนำคุณลักษณะที่ดีของตำรามาใช้เป็นหลักในการเขียนด้วย
ตัวอย่างเอกสารประกอบการสอน
บทที่....
(ชื่อเรื่อง)
จุดมุ่งหมาย (อาจเขียนเป็นจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม)
1.
2.
3.
4.
คำนำ (ประมาณ 1 หน้า)
เนื้อหา (ประมาณ 10 หน้า)
สรุป (ประมาณ 1 หน้า)
กิจกรรมและวิธีสอน
1. การบรรยาย
2. การทดสอบปฏิบัติจริง
3. การอภิปรายซักถามประเด็นสำคัญต่าง ๆ
สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสือ
2. แถบบันทึกเสียง
3. บทความจากหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสารต่าง ๆ
การวัดและการประเมินผล
1. สังเกตการมีส่วนร่วมในการทดสอบปฏิบัติจริง
2. การทดสอบประจำภาค
หนังสืออ้างอิง
(ถ้ามีเขียนแบบบรรณานุกรม)
การเขียนตำราและหนังสือ
ตำราเป็นเอกสารทางวิชาการที่อาจารย์ในวิทยาลัยครูใช้ขอเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการมากที่สุดรองลงมาก็คือ หนังสือ ตำรากับหนังสือแตกต่างกันที่ว่า ตำราเป็นเอกสารที่เขียนตรงตามหลักสูตรของสภาการฝึกหัดครูจะเขียนให้ครบถ้วนทุกตัวข้อหรือจะเขียนเพียงบางตัวในหลักสูตรวิชาใดวิชาหนึ่งก็ได้ ข้อสำคัญต้องยึดหลักสุตรวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นหลักและอาจขยายเนื้อหาให้ได้อ้างอิงกับรายวิชาอื่น ๆ ด้วยก็ได้ ส่วนหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนให้ตรงตามหลักสูตรของสภาการฝึกหัดครู แต่สามารถใช้อ้างอิงกับรายวิชาบางรายวิชาในหลักสูตรได้ตำราที่ดีและหนังสือที่ดีมีคุณลักษณะเหมือนกัน การเขียนตำราหรือหนังสือให้มีคุณภาพนั้น ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงคุณลักษณะต่อไปนี้
1. ความถูกต้องของเนื้อหาสาระ เช่น ข้อมูล ทฤษฎี สูตร ศักราช ผลการทดลองจะต้องค้นคว้าอ้างอิงจากหนังสือ วารสาร เอกสาร งานวิจัยและหลักฐานที่เชื่อถือได้ การตีความการเสนอความคิดจะต้องสมเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุน
2. ความทันสมัยของเนื้อหาสาระ สิ่งที่ต้องค้นคว้าและนำมาอ้างอิงไม่ล้าสมัยจนเกินไปการนำเอาผลการวิจัยที่มีผู้ทำไว้มาอ้างอิงหรือเสนอแนะจะช่วนให้ตำราหรือหนังสือมีค่าเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อเขียนเรื่อง "การอ่านเร็ว" ก็นำผลการทดลองฝึกอ่านโดยวิธีต่าง ๆ ว่ามีผลทำให้อัตราความเร็วในการอ่านเพิ่มจากเดิมได้มากน้อยเท่าไรมาเสนอด้วย เป็นต้น
การอ้างอิงจากตาราอื่น ๆ นั้น ไม่ควรนำตำราที่ใช้เกิน 10 ปีมาแล้วอ้าง นอกจากว่าเป็นหลักการ ทฤษฎีที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น การกล่าวถึงแนวโน้มของเนื้อหาวิชาที่นำเสนอว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ก็เป็นความทันสมัยอีกแบบหนึ่งด้วย
3. ความต่อเนื่องกันดีของเนื้อหาการเสนอเนื้อหาจะต้องให้มีการประสานสัมพันธ์สอดคล้องกันไม่วกวน ผู้เขียนจะต้องใช้ความคิดให้มากกว่าที่จะลงมือเขียนเพื่อวางโครงร่าง จัดเนื้อหาความคิด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้ลงในหัวข้อต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อเนื่องกันไป ไม่สับสนซ้ำซาก ข้อความที่นำมาจากหนังสือต่าง ๆ เมื่อนำมาใช้จะต้องคิดหาวิธีที่จะใช้นำมาสัมพันธ์กันให้กลมกลืนกันไปทั้งเล่ม ไม่ให้มีลักษณะเหมือนตัดข้อความต่าง ๆ จากหนังสือหลายเล่มมารวมไว้ด้วยกัน การเรียบเรียงเรื่องราวในแต่ละย่อหน้าแต่ละบทต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันและทั้งเล่มจะต้องมีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี
4. รูปแบบการเขียนที่ถูกต้องตามสากลนิยม และสม่ำเสมอ คือ ต้องมีหน้าปก ใบรองปก ปกใน คำนำ สารบัญ บทนำ เนื้อหา สรุปท้ายบท อาจมีภาพ ตาราง ตัวเลข กราฟ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม มีเชิงอรรถ และมีบรรณานุกรมแต่ละบทหรือรวมไว้ท้ายบท อาจมีภาคผนวกและดัชนีด้วย รูปแบบของการอ้างอิงจะใช้รูปแบบใดก็ได้ที่เป็นสากลนิยม แต่จะต้องใช้รูปแบบนั้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งเล่ม
5. ความชัดเจน กระจ่างแจ้ง ควรเขียนด้วยภาษาที่ง่าย เป็นภาษาวิชาการคือ สั้น ชัดเจน ตรงไปตรงมา เลือกใช้คำนามและคำกริยาให้เหมาะสมควรใช้คำขยายนามและขยายกริยาให้น้อยที่สุดเพราะคำขยายมักทำให้ข้อความมีน้ำหนักน้อยลง ไม่ใช่ภาษาที่ยากเพื่อยวดความรู้แต่เขียนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจเป็นสำคัญคุณสมบัติของตำราและหนังสือที่ดีคือความง่าย ไม่คลุมเครือไม่สับสนไม่ซับซ้อน
6. ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองลักษณะการเขียนต้องไม่ใช่เพียงแต่รวบรวมจากหนังสือหลาย ๆ เล่มเท่านั้น ควรมีการสรุป วิเคราะห์ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นของตนเองประกอบไว้ด้วย ถ้ามีผลการสังเกต หรือผลการทดลองของตนประกอบด้วยก็จะเป็นการดี เช่น เรื่อง "การอ่านเร็ว" ถ้าผู้เขียนได้ทดลองให้นักเรียนของตนอ่านก่อนการฝึกแล้วนับจำนวน คำ/นาที ไว้หลาย ๆ ปี ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการอ่านของเด็กไทยในระดับชั้นต่าง ๆ เสนอไว้ด้วย และเมื่อรวบรวมวิธีฝึกอ่านเร็วได้หลาย ๆ วิธี ผู้เขียนก็อาจเสนอแนะวิธีเหมาะสมใช้ฝึกเด็กไทย หรือปรับวิธีฝึกให้เข้ากับสภาพการเรียนการสอนของไทย อันจะนำไปสู่ทางปฏิบัติ ก็จะทำให้ตำราหรือหนังสือมีคุณค่ายิ่งขึ้น
7. ความสมบูรณ์ ครอบคลุม และลึกซึ้ง ความสมบูรณ์และครอบคลุมไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องมีเนื้อหาครบถ้วนตามหลักสูตรวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หมายถึงควรมีขอบเขตคลุมเนื้อหาวิชาแต่ละเรื่องแต่ละตอนที่นำมาเขียนเนื้อหาควรครบถ้วนและกว้างขวางการอธิบายหรือวิเคราะห์ควรให้ละเอียดถี่ถ้วน และลึกซึ้ง สามารถใช้อ้างอิงกับรายวิชาใดรายวิชาหนึ่งหรือหลายรายวิชาในหลักสูตรได้ และควรเสนอแนะหนังสือหรือเอกสารประกอบการศึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือ ตำรา วารสาร งานวิจัย ฯลฯ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการอ่านและการค้นคว้าต่อไป ตำราและหนังสือบางเล่มเนื้อหามีความสมบูรณ์และลึกซึ้งแต่มีบางบทที่เนื้อหามีความสมบูรณ์และลึกซึ้งไม่เพียงพอ ทำให้คุณภาพของตำราเล่มนั้นด้วยลง
8. ความกระชับรัดกุม ตำราและหนังสือไม่ควรเขียนรายละเอียดเยิ่นเย้อเกินไปไม่ควรนำคำพูดที่ใช้บรรยายในห้องเรียนมาเขียน เพราะนอกจากจะเยิ่นเย้อ แล้วยังจะไม่เป็นภาษาทางวิชาการอีกด้วย
9. บทสรุปของตำราและหนังสือท้ายบทของแต่ละบทควรมีบทสรุปเพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงแก่นสารเนื้อหาสำคัญของบทนั้น และควรมีบทสรุปทั้งเล่มอีกด้วย เพื่อให้ผู้ที่มีเวลาน้อยหรือผู้ที่ต้อกงาอ่านอย่างรวดเร็วได้อ่านจากบทสรุป ทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านจับใจความได้ดีสามารถเข้าใจได้จากบทสรุปด้วย
10. ความถูกต้องด้านการใช้ภาษาถ้อยคำที่ใช้เขียนต้องใช้คำที่ตรงความหมายใช้คำสุภาพที่นิยมใช้ในภาษาเขียน ใช้คำศัพท์บัญญัติต่าง ๆ ถูกต้อง ตัวสะกดการันต์ถูกต้องใช้วรรคตอนเหมาะสม การตรวจแก้ไขการเขียนสะกดคำและวรรคตอนต้องถือว่ามีความจำเป็นมาก ไม่ควรให้มีคำผิดหลงเหลืออยู่
11. ความประณีต เรียบร้อย ตำราต้องพิมพ์หรือเมื่อพิมพ์ดีดแล้วอัดสำเนาหรือถ่ายเอกสารก็ได้การพิมพ์และอัดสำเนาควรทำอย่างประณีต การเว้นขอบบนล่าง ซ้าย-ขวา ควรพอเหมาะและสม่ำเสมอ ไม่พิมพ์จนล้นขอบ การเว้นระยะการพิมพ์ระหว่างบรรทัด การย่อหน้าใหม่การจัดหัวข้อต่าง ๆ ภายในบทการเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรมให้ถูกต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม ความเสมอต้นเสมอปลายในการเขียน เช่น เมื่อจะใช้ พ.ศ. ก็ใช้ พ.ศ.ตลอดไป ไม่ใช้ ค.ส. ปะปน ถ้าขีดเส้นใต้ หัวข้อก็ต้องทำทุกหัวข้อที่มีความสำคัญเท่ากัน ไม่ใช่ขีดบ้าง ไม่ขีดบ้าง นอกจากนี้
ต้องไม่ให้มีความสกปรกรอยเปื้อนหมึก ตัวอักษรไม่ติดหรือติดไม่ชัดเจนการเรียงสลับหน้าหรือกลับหัวการขาดหายไปบางหน้า ถ้ามีคำผิดที่หลงเหลือก็ให้พิมพ์แก้ไขใหม่อย่าจัดทำเป็นใบแก้คำผิดและอย่าแก้ไขด้วยการเขียนด้วยหมึกในเนื้อเรื่องเพราะจะทำให้ดูไม่เรียบร้อย
การเขียนผลงานวิจัย
งานวิจัยที่มีปัญหามากในการตรวจผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจอาจเห็นว่า ไม่ถึงขนาดมีจุดอ่อนต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับงานควรปรึกษาผู้ชำนาญการด้านงานวิจัยอย่างใกล้ชิดหากทำการวิจัยประเภททดลอง หรือกึ่งทดลองซึ่งสามารถควบคุมตัวแปร ภายนอกได้ ใช้กลุ่มตัวอย่างไม่มาก มีแบบแผนของการวิจัยแน่นอนอยู่แล้ว และมีประโยชน์ทางด้านวิชาการจะมีจุดอ่อนน้อยกว่าการวิจัยประเภทอื่น ควรเสนอผลงานวิจัย ควรคำนึงเรื่องต่อไปนี้
1. ความชัดเจนของปัญหาการวิจัย แสดงความชัดเจนของปัญหาและความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยในปัญหาดังกล่าว ตลอดจนความน่าสนใจของปัญหาที่ศึกษา กำหนดขอบเขตของปัญหาข้อตกลงเบื้องต้นและให้นิยมเชิงปฏิบัติการของตัวแปรที่สำคัญและศัพท์เฉพาะ
2. การศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีการประมวลความรู้ในทางทฤษฎีศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังศึกษาค้นคว้า และแสดงความเชื่อมโยงความรู้ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์จากผลงานที่มีอยู่แล้วนั้นกับการวิจัยปัจจุบันที่กำลังทำ เพื่อหาแนวทางและวางรูปแบบของการวิจัยให้ตอบปัญหาที่ตั้งไว้สำหรับการวิจัย
3. แบบแผนของการวิจัย ต้องตอบสนองปัญหาซึ่งตั้งไว้สำหรับการวิจัย หากเป็นงานวิจัยที่มีการตั้งสมมุติฐาน การตั้งสมมุติฐานต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง เช่น มีรากฐานทางวิชาการ จากการประมวลความรู้ในเอกสารตำรา และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีนิยามของตัวแปรอย่างชัดเจนสอดคล้องกับปัญหาของการวิจัย
4. กลุ่มตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ถูกต้องตามหลักวิชาการและเหมาะสมกับปัญหาการวิจัย
5. วิธีการดำเนินการวิจัย มีขั้นตอนและวิธีการเหมาะสมต่อเรื่องที่วิจัย
6. การวิเคราะห์ข้อมูลมีความถูกต้องและเหมาะสม ใช้วิธีการทางสถิติ (ถ้ามี) อย่างเหมาะสมถูกต้อง สามารถทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ได้ พร้อมทั้งรายงานผลการวิจัยการวิเคราะห์ข้อมูลและ การสรุปผล
7. การสรุปและอภิปรายรายงานผลการวิจัย ประมาณและตีความ ตลอดจนอภิปรายผลของการวิจัยและแสดงความเชื่อมโยงของการวิจัยนี้เข้ากับประมวลความรู้เดิมที่ศึกษามา
8. การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล มีรูปแบบของการอ้างอิง แหล่งวิชาการที่ถูกต้องตามหลักสากลนิยมและมีความสม่ำเสมอในการใช้รูปแบบนั้น
9. ความสำคัญและประโยชน์ของเรื่องที่วิจัย เรื่องที่ศึกษาวิจัยเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ทางด้านวิชาการ หรือสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้
การเขียนบทความทางวิชาการ
สมบูรณ์ แก่นตะเคียน
บทความ (article) เป็นผลงานเขียนที่รวบรวมแล้วเรียบเรียงเพื่อลงในวารสารหรือหนังสือพิมพ์หรือใช้อ่านทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ โดยทั่วไปแล้วบทความแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. บทความสารคดี
2. บทความทางวิชาการ
1. บทความสารคดี
จะใช้ภาษาง่าย ๆ เป็นพื้น เพื่อให้ผู้อ่านทุกระดับเข้าใจเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอ อ่านแล้วจะไดรับความเพลิดเพลินหรือเพื่อให้ความรู้ ลึกซึ้ง กว้างขวาง อาจเป็นประสบการณ์ใหม่ เรื่องใหม่ หรือต้องการให้ทราบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรืออาจจะเขียนแสดงข้อคิดเห็นเรื่องใดเรือ่งหนึ่ง หรืออาจจะเป็นบทความที่ได้จากการสัมภาษณ์
2. บทความทางวิชาการ
บทความทางวิชาการ เป็นบทความที่ค่อนข้างจะมีระบบหลักเกณฑ์ ในการเขียนโดยมีข้อมูลที่มีเอกสารหรือหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ อาจจะมีตาราง แผนภูมิภาพประกอบ ซึ่งอาจจะเป็นบทความเชิงค้นคว้าวิจัย วิจารณ์ วิเคราะห์ และอาจจะเหมาะกับบุคคลบางกลุ่มที่แตกต่างทั้งระดับการศึกษา วัยและเพศ ซึ่งมักจะใช้อ่านกันในวงแคบ บทความทางวิชาการ รศ.บุญยงค์ เกศเทศ ได้แบ่งใว้เป็น 3 ลักษณะคือ
2.1 บทความเชิงวิเคราะห์
บทความเชิงวิเคราะห์ เป็นบทความที่วิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในแง่ใดแง่หนึ่งหรือหลาย ๆ แง่เช่น วิเคราะห์การใช้อินเตอร์เน็ตของนักศึกษา วิเคราะห์การสมัครเรียนต่อของนักเรียน เป็นต้น
2.2 บทความเชิงวิจารณ์
บทความเชิงวิเคราะห์ เป็นบทความที่ตีแผ่ให้ผู้อ่านทราบถึงแนวความคิดของการเขียนเรื่องนั้นๆพร้อมกับแนะนำและประเมินค่าไปด้วย
2.3 บทความเชิงนิพนธ์
บทความเชิงนิพนธ์ เป็นบทความที่เขียนเป็นระบบมีเอกสารหลักฐานอ้างอิงที่เด่นชัดอาจจะมีตาราง แผนภูมิ ประกอบ
บทความทั้ง 3 ลักษณะ เมื่อนำมาเขียนจะนิยมเขียนได้หลายรูปแบบ คือ
1.เขียนแบบเชิงบรรยายโดยผู้เขียนหยิบยกเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจุดใดจุดหนึ่งมาชี้แนะเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทางแนวความคิดและการปฏิบัติได้
2. เขียนเชิงรายงาน เขียนขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำมาชี้แนะให้เห็นประโยชน์
3. เขียนแบบโต้แย้ง โดยผู้เขียน เขียนแบบตั้งประเด็นปัญหาขึ้นมา
4. เขียนบทสัมภาษณ์ เพื่อนำเสนอแนวความคิด แนวการปฏิบัติของผู้ให้สัมภาษณ์
5. เขียนแบบชี้แนะแนวทางปฏิบัติ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การประหยัด
6. เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ใหม่แนวคิดใหม่ จากที่ได้ค้นพบ
7. เขียนสดุดียกย่อง พฤติกรรมและบุคลิกของบุคคล
8. วันสำคัญ เขียนให้ระลึกถึงวันสำคัญหรือคล้ายข้อ 7
3. ส่วนประกอบของบทความ โดยทั่วไปบทความจะประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
3.1 คำนำหรือความนำหรืออารัมภบท เป็นส่วนที่กล่าวนำเรื่องและเป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของบทความจะต้องเขียนให้เข้าใจง่ายชัดเจน จูงใจให้ผู้อ่านติดตามที่จะอ่านบรรทัดต่อ ๆไปจนจบความ แต่ความนำไม่ควรจะเขียนยาวเกินไปควรเขียนเพียงหนึ่งอนุเฉท
3.2 เนื้อเรื่อง เป็นตัวเนื้อหาของเรื่องนั้น โดยผู้เขียนจะนำเสนอให้อ่านเข้าใจง่าย อาจจะมีตาราง ภาพประกอบมีหัวข้อประกอบ ยกตัวอย่างให้เห็นหรือแสดงให้เห็นถึงความคิดความจำเป็นของเรื่องนั้น ๆ หรือระบุปัญหาข้อขัดแย้ง หรือชักชวนแนะนำทางปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน
3.3 สรุป เป็นส่วนสรุปย่อเรื่องทั้งหมดของบทความนั้น ๆ อาจจะมีคำแนะนำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็ได้ แต่ต้องอยู่ในประเด็นเดียวกันของบทความที่เขียน และควรเขียนเพียงหนึ่งอนุเฉท
4. หลักในการเขียนบทความ การเขียนบทความโดยทั่วไปมีหลักพอสรุปได้ดังนี้
4.1 ความชัดเจน ผู้เขียนจะต้องเขียนตามประเด็นที่นำเสนอและเขียนให้ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นนั้นไม่เขียนคลุมเครือหรือวกไปวนมา
4.2 ความรัดกุม ผู้เขียนจะต้องใช้ภาษาเขียนที่รัดกุม ไม่ใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ใจความกระทัดรัดอ่านแล้วได้ใจความ ไม่เขียนเยิ่นเย้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านจะเข้าถึงประเมินที่นำเสนอได้รวดเร็ว
4.3 ความเร้าใจ ผู้เขียนจะต้องใช้เทคนิคในการเรียบเรียงภาษาให้ผู้อ่านติดตามอ่านตั้งแต่ต้นจนจบทำให้ผู้อ่านอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่เขียน
4.4 ความถูกต้อง จะต้องนำเสนอเนื้อหาที่ถูกต้อง โดยตรวจสอบหลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ การสะกดการันต์ ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศถูกต้องตามหลักเกณฑ์
4.5 ความเหมาะสม ผู้เขียนจะต้องใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องคือ จะต้องใช้ภาษาเขียน ไม่ใช้ภาษาพูดคำหยาบ ศัพท์ทางวิชาการจะต้องถูกต้องตามคำบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน หรือของสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ กำหนดประโยชน์ของการเขียนบทความทางวิชาการ การเขียนบทความทางวิชาการเป็นการฝึกการเขียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เขียนเอง และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเพื่อประดับความรู้ หรือนำไปปฏิบัติ และเป็นการเสนอแนวคิดเพื่อประโยชน์ต่อวงการวิชาการ และวิชาชีพของผู้เขียนนอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เขียนมีแนวความคิดการนำเสนอแนวความคิดการศึกษาหาข้อมูลสารนิเทศเพิ่มเติมการเรียบเรียงแนวความคิดเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของผู้เขียนไปสู่วงการวิชาการและวิชาชีพของตนเองได้กว้างไกลการอ้างอิงโดยแทรกไปในเนื้อหาการอ้างอิงในการเขียนผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะเป็นเอกสารประกอบการสอนตำรา วิจัย หรือ บทความทางวิชาการเลือกแบบของการอ้างอิงได้หลายแบบที่มีใช้กันอยู่ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แบบสากลนิยม คือ
1. การอ้างอิงโดยแทรกปนไปกับเนื้อหา
2. การลงเชิงอรรถ
การอ้างอิงโดยแทรกปนไปกับเนื้อหาการอ้างอิงโดยแทรกปนไปกับเนื้อหา เป็นวิธีการหนึ่งที่ควรนำไปใช้ในการเขียนตำรา ข้อดี ข้อเสียของวิธีแบบนี้ มีดังนี้วิธีการอ้างอิงแทรกปนไปกับเนื้อหานั้นมีข้อดี คือ
1. ไม่เปลืองเนื้อที่ในการจัดพิมพ์เหมือนกับการอ้างอิงไว้ท้ายหน้าในรูปเชิงอรรถ
2. ไม่เสียเวลาในการจัดทำรายละเอียดของเอกสารที่อ้างอิงซึ้ในรุปแบบเชิงอรรถ เพราะจะจัดทำรายละเอียดไว้ครั้งเดียวในบรรณานุกรม
3. ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาและคอยระวังให้ถูกต้องตามแบบแผนสากล
4. ไม่เสียเวลาคอย ระวังเนื้อที่ท้ายหน้าไว้ให้พอพิมพ์รายละเอียดเชิงอรรถให้ครบตามจำนวนที่อ้างในแต่ละหน้า
ส่วนข้อเสียนั้นได้แก่
1. ผู้อ่านอาจมีความรู้สึกรำคาญที่ความคิดในการติดตามอ่านเนื้อหาอาจจะสะดุดเป็นช่วง ๆ เนื่องจากมีวงเล็บอ้างแทรกอยู่เป็นระยะปนไปทั่วในทุกหน้าโดยเฉพาะผู้อ่านทางสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผู้ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการอ้างอิงแบบนี้
2. ผู้อ่านไม่สามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างถึงในทันที เพราะรายละเอียดทั้งหมดจะรวมไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่มแห่งเดียวแต่ในขณะที่กระดาษมีราคาสูงขึ้นทุกทีนั้น การอ้างอิงโดยวิธีแทรกปนในเนื้อหาจะทำให้สิ้นเปลืองหน้ากระดาษมีราคาสูงขึ้นทุกทีนั้น การอ้างอิงโดยวิธีแทรกปนไปกับเนื้อหาจะทำให้สิ้นเปลืองหน้ากระดาษน้อยลงมาก ช่วยในการลดเงินค่าใช้ง่ายในการจัดพิมพ์ได้มาก การอ้างอิงแทรกไปในเนื้อหา(ระบุนาม-ปี)
1. ผู้แต่งคนเดียว ถ้าเป็นชาวต่างประเทศ ใช้นามสกุลเท่านั้น ถ้าเป็นคนไทยลงนาม และนามสมมุติตามหลัง ถึงแม้เขียนเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศก็ตาม เพราะถือเป็นแบบที่สากลยอมรับแล้วว่า ประเทศไทยใช้เช่นนี้
(พรจันทร์ จันทรวิมล 2518:9)
(Lowe 1987:98-40)
(Carr et al. 1947:30-31)
(จันทร์ศิริ แท่นมณี และคนอื่น ๆ 2528:58)
2. ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน
(สมาคมบาลี-สันสกฤต 2523:9-14)
(วัดเพรียงเพชรบุรี 2530:35)
ถ้าสถาบันนั้น เป็นหน่วยงานรัฐบาลอย่างน้อยต้องเริ่มต้นระดับกรม
(กรมการฝึกหัดครู 2525:39)
(สหวิทยาลัยทวารวดีเพชรบุรี 2528:62-64)
หรือลงชื่อเฉพาะของสถาบันที่มีผลงานมาก เช่น
(หอสมุดแห่งชาติ 2530:148)
(วิทยาลัยครูเพชรบุรี 2524:32)
คณะกรรมการมี 2 แบบ คือ คณะกรรมการที่มีสำนักงาน เป็นอิสระ ใช้ลงนามคณะกรรมการนั้นเลย
(สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2520:42-45)
ถ้าคณะกรรมการที่ได้รับการจัดตั้งโดยสถาบันเพื่อมอบหมายหน้าที่เฉพาะ ให้ถือเป็นส่วนของสถาบันต้องลงนามสถาบันหลักก่อน
(American Library Association, Reference and Adult Services Division
(Standards Committee 1976:973-974)
สถาบันอื่น ๆ
(ธนาคารกรุงเทพจำกัด 2525 : 30)
(โรงพิมพ์คุรุสภา 2530:14)
สำหรับการลงผู้แต่งที่เป็นสถาบันนั้น สามารถทำได้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ ใช้อักษรย่อของสถาบันนั้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ข้อความในวงเล็บนี้ยาวเกินไป แต่ข้อสำคัญอักษรย่อนั้นต้องเป็นทางการหรือเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น
Association of American University Professors ลงผู้แต่งไว้ว่า (AAUP 1990:184)
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ลงผู้แต่งไว้ว่า
(ก.พ. 2523:45)
องค์การรับส่งสินค้า และพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ. 2519:16)
3. ผู้แต่งคนเดียวเขียนเอกสารหลายเล่ม พิมพ์คนละปีและต้องการอ้างถึงพร้อมกัน
(ล้อม เพ็งแก้ว 2527:16, 2520:90, 2524:16)
(ธนู บุณยรัตนพันธ์ 2516:42, 2517:90, 2530:20)
4. ผู้แต่งคนเดียวเขียนเอกสารหลายเล่ม บางเล่มพิมพ์ปีซ้ำกัน ให้ใช้ a b c d ตามหลังปีสำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ ใช้ ก ข ค ง ตามหลังปีสำหรับเอกสารภาษาไทย
(สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2527 ก:57)
(กรมการฝึกหัดครู 2520 ก:3-16)
(กรมการฝึกหัดครู 2520 ข:33-38)
5. ผู้แต่งไม่ปรากฏชื่อ ให้ลงชื่อเรื่องเลย
(หนทางแห่งความสงบ 2487:19-20)
6. ผู้แต่งไม่ปรากฏ มีแต่ผู้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการรวบรวม
(Anderson, ed. 1950:95)
(สมบูรณ์ แก่นตะเคียน ผู้รวบรวม 2529:43)
(สุขสมาน ยอดแก้ว, บรรณาธิการ 2525 : 67)
ข้อบกพร่องของผลงานทางวิชาการ
ข้อบกพร่องที่มักจะพบในการตรวจผลงานทางวิชาการ มีดังต่อไปนี้
1. เอกสารประกอบการสอนมีเนื้อหา (content) น้อย เพราะผู้เขียนเน้นส่วนประกอบอื่น เช่น จุดมุ่งหมายกิจกรรม อุปกรณ์ และวิธีวัดผลมากไป
2. เอกสารประกอบการสอนและเอกสารคำสอน ไม่ครอบคลุมครบถ้วนตามหลักสูตรวิชาใดวิชาหนึ่ง
3. เอกสารคำสอนไม่มีเชิงอรรถ ไม่มีการอ้างอิงใด ๆ
4. ผลงานทางวิชาการทุกประเภท เสนอเรื่องสับสน ลำดับเนื้อหา เรียงบทไม่เหมาะสม จัดหัวข้อใหญ่ หัวข้อรอง หัวข้อย่อย ไม่เป็นระบบ
5. น้ำหนักของเนื้อหาแต่ละบท มีความละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกันมาก บางบทเขียนมาก บางบทเขียนเพียง 4-5 หน้า เนื้อหาไม่สมบูรณ์พอ
6. มีเชิงอรรถมากเกินไป เต็มไปด้วยการอ้างอิงจนไม่มีความคิดที่เป็นของตนเอง
7. มีลักษณะเป็นการรวบรวมมากกว่าการแต่งหรือเรียบเรียง
8. ขาดการวิเคราะห์ ขาดความคิดริเริ่ม
9. การอ้างอิงไม่ทันสมัย หนังสือใช้อ้างอิงส่วนใหญ่แต่งเกิน 10 ปี ไม่มีการอ้างอิงจากวารสารทางวิชาการ และผลการวิจัยใหม่ ๆ
10. บรรณานุกรมไม่จัดเรียงตามลำดับอักษร
11. เล่มเดียวเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรมหลายแบบ
12. เขียนศัพท์เทคนิคผิด และใช้ผิดความหมาย
13. ให้นิยามผิด ใช้คำไม่เหมาะสม
14. ออกแบบปกโลดโผน เช่น มีรูปชายหญิงแสดงความรักอย่างซาบซึ้ง ไม่เหมาะที่จะเป็นเอกสารทางวิชาการ
15. ขาดใบรองปก ขาดปกใน
16. หน้าปกไม่มีชื่อผู้เขียน
17. ไม่ระบุปีที่พิมพ์
18. หัวข้อเรื่องและเลขหน้าในสารบัญกับในเล่มไม่ตรงกัน
19. สะกดคำผิดมาก เช่น สังเกตุ สมดุลย์ ระหัส สาระคดี อีเล็กโทรนิคส์ ครุศาสตร์บัณฑิต มนุษย์ศาสตร์ ฯลฯ ไม่ตรงกับพจนานุกรม
20. ขาดความละเอียดถี่ถ้วน มีหลายแบบ เช่น
20.1 พิมพ์ผิด เช่น the เป็น rth ข้อมูล เป็น ข้อมูลเสียง เป็น อลี-ง ฯลฯ
20.2 พิมพ์ตก พิมพ์เกิน เช่น การศึกษา (การศึกษา) เสีย์ (เสรีย์) ทง (ทั้ง) ฯลฯ
20.3 มีวงเล็บเปิด (หรือ วงเล็บปิด) เพียงอันเดียว
20.4 มีวงเล็บ ( ) แต่ไม่มีข้อความในวงเล็บนั้น
20.5 ใช้คำไม่คงเส้นคงวา เช่น ในเล่มเดียวกันมีทั้ง ทัศนะ และ ทรรศนะ ศิลป และ ศิลปะ คำภาษาอังกฤษใช้อักษรตัวใหญ่ - เล็กไม่เป็นแบบเดียวกัน เช่น Comic Book,Comic magazines
20.6 บางหน้าขาดหายไป
20.7 เรียงหน้าผิด ฯลฯ
21. ขาดความประณีต เช่น
21.1 ไม่ลบตัวอักษรที่พิมพ์เกินบรรทัด เช่น สุดบรรทัด มีว่า...... รู้สึกเป บรรทัดต่อไปขึ้นต้นด้วยคำว่า เป็น.............
21.2 ฉีกคำตรงสุดบรรทัด เช่น สันส และ กฤต หรือ ประ และชัน พิมพ์ไว้คนละบรรทัด (สันสกฤต,ประชัน)
21.3 พิมพ์อัดสำเนาเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน หรือ ไม่ชัด
21.4 แก้คำที่พิมพ์ผิดด้วยลายมือ
21.5 วางรูปหน้ากระดาษไม่เหมาะสม เช่น เว้นขอบมาก-หรือน้อยเกินไป
21.6 ช่วงระยะย่อหน้าเป็นระบบเดียวกันทั้งเล่ม
21.7 หัวข้อเรื่องที่มีความสำคับเท่ากัน บางหัวข้อขีดเส้นใต้บางหัวข้อไม่ขีดเส้นใต้ ฯลฯ
22. ใช้ภาษาพูด เขียน เช่น สมัยสุโขทัยเรามีวรรณคดี 5 เรื่อง
23. ใช้ถ้อยคำโลดโผน เช่น........ เพื่อดึงดูดความสนใจให้ติดตามเรื่องอย่างกระหายใคร่รู้อย่างทุรนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง
24. ตำราและหนังสือ ไม่มีสรุปท้ายบท
25. แบ่งวรรคตอนไม่ถูกต้อง
26. ใช้ภาษาอังกฤษมากเกินความจำเป็น
27. เขียนคำถามภาษาอังกฤษ โดยไม่เขียนเป็นภาษาไทยก่อนเขียนคำ เช่น ใช้ว่า style แทนที่จะเขียนว่าลีลาในการเขียน (style) หรือ ยกข้อความเป็นภาษาอังกฤษมาทั้งหมด แทนที่จะแปลหรือถอดความเป็นภาษาไทย
28. ในเรื่องเดียวกัน บางหัวข้ออธิบายละเอียด บางหัวข้ออธิบายสั้น ๆ หรือไม่มีการอธิบายเลย
29. เนื้อหาไม่สอดคล้องกับหลักสูตร
30. งานวิจัย
30.1 หัวข้อเรื่องกับการนำเสนอไม่รับกันหรือไม่เกี่ยวข้องกัน
30.2 ใช้กลุ่มตัวอย่างน้อย
30.3 ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างไม่เหมาะสม ทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นตัวแทนที่ดีของมวลประชากร
30.4 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลไม่เหมาะสม หรือไม่มีคุณภาพ เช่น ไม่มีการหาค่าความเชื่อมั่น (reliability) ความเที่ยงตรง (validity) ของเครื่องมือ ไม่มีการทดลองใช้ก่อน
30.5 คำถามในแบบสอบถามมีลักษณะไม่ดี
30.6 ตั้งจุดมุ่งหมายไม่ชัดเจน
30.7 ตั้งสมมุติฐานโดยขาดทฤษฎี หรือเหตุผลสนับสนุน
30.8 ผลการค้นคว้าไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
30.9 ไม่มีการพิสูจน์สมบุมิฐานที่ตั้งไว้
30.10 เอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่รวบรวมมาไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่จะวิจัย
30.11 วิธีการวิจัยและการแปลผลไม่น่าเชื่อถือ