| HOME | TIP OF ENGLISH | GRAMMAR | E-TESTS | IDIOMS | COURSE OUTLINE | LINKS | VARIETIES | E-CHAT | 
 

UNIT 6
STUDY SKILLS

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

UNIT 6 STUDY SKILLS ทักษะการเรียน

         ทักษะการเรียนเป็นกระบวนการที่จำเป็นมากสำหรับ นักศึกษา ที่ต้องการทำผลการเรียน
ให้ดี ทักษะการเรียนเหล่านี้ประกอบด้วย การพัฒนาทักษะการเรียน ทักษะการพัฒนาศัพท์ 
การจดโน้ตย่อ ทักษะการจำ ทักษะการอ่านการฟัง ตลอดจนทักษะการสอบ ทั้งนี้ผู้เรียนจำเป็นต้อง
มีแรงจูงใจ ทัศนคติ และจัดการการเรียนที่ดีรวมทั้งมีวินัยในตนเอง

    กลวิธีสู่ความสำเร็จในการเรียน 
     
(YOUR CLASS SUCCESS STRATEGIES)

1.  เข้าเรียนทุกครั้ง (ATTEND EVERY CLASS)

    การขาดเรียนในชั่วโมงสำคัญแม้เพียงครั้งเดียวจะทำให้เรียนลำบากขึ้นหลายเท่าเพราะ การอ่านเนื้อหาจากสมุดจดงานของเพื่อน จะเข้าใจยากกว่าจดเอง การขาดเรียนแต่ละ ครั้งจะฉุดให้การเรียนถอยหลังและกระทบการเรียนครั้งต่อไป

2.  ติดตามข้อกำหนดของหลักสูตร (FOLLOW COURSE REQUIREMENTS)

    โดยทั่วไปแล้วในช่วงสัปดาห์แรก ผู้สอนจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิชาที่เรียน เช่น
    คำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์ กิจกรรม งานที่มอบหมาย การบ้านและแนวการเรียน
    ของวิชานั้นๆ ดังนั้นผู้เรียนจะต้องใส่ใจต่อข้อตกลงนั้น ๆ

3.  จดบันทึกงานที่ต้องทำ (KEEP AN ASSIGNMENT RECORD)

    อาจารย์ทุกคนคาดหวังว่านักศึกษาจะตั้งใจเรียนสม่ำเสมอ ทำงานที่มอบหมายและส่ง
    ตรงเวลาที่กำหนด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานที่มอบหมายตั้งแต่ต้นเทอม
     นั่นคือ บางครั้งอาจจะ ต้อง ส่งงานถึงสิบชิ้นในวันเดียวกันของสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ
    ปลายภาค ด้วยเหตุนี้นักศึกษาสามารถพัฒนาระบบการทำรายงานหรือส่งงานที่ได้รับ
    มอบหมายตรงตามเวลา โดยจดบันทึก รายการงานในแต่ละวิชาพร้อมทั้งวันกำหนดส่งซึ่ง อาจจะใช้จดในสมุดโน้ต หน้าสุดท้ายในสมุดบันทึก หรือในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆแยกไว้ต่าง
    หาก จะได้เตือนความจำให้ส่งงานได้ตรงเวลา

4.  ทำรายการงานที่ต้องทำ (USE A TO-DO LIST)

     การทำรายการงาน (TO-DO LIST) เป็นวัน สัปดาห์หรือเดือน จะทำให้มีระบบงานที่ดี
      ทำให้
เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ควรทำรายการเป็นรายวัน และรายสัปดาห์อย่างง่าย ๆ
      สม่ำเสมอและเหมาะสม ใช้สมุดโน้ตเล็ก ๆ ปฏิทินนัดหมาย สมุดบันทึก หรือ ในปฏิทินที่
     เป็นตารางก็ได้ 

             Linville ได้แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาระบบ
       การจดรายการ อย่างมีประสิทธิภาพ

                 1.  จดรวบรวมรายการทุกอย่างที่จะทำเป็นรายการเดียว
                 2. 
บันทึกรายการต่าง ๆ ของคุณในสมุดบันทึกที่คุณสามารถใช้ได้อย่างสะดวก
                 3     ทำรายการโดยรวบรวมในช่วงเวลาเดียวกันของทุกวัน และถือเป็นสิ่งสำคัญ
                 4. 
ปรับรายการให้ ยืดหยุ่นลื่นไหลได้ตามความเหมาะสม
                 5.  กำหนดความสำคัญของรายการแต่ละอย่าง ด้วยเครื่องหมายดอกจัน
                    หมายเลข หรือ สัญลักษณ์ที่กำหนดเอง
                 6. ตรวจดูรายการทั้งหมดที่ทำไว้ตลอดวัน ปรับเปลี่ยน แก้ไขรายการ
                    ตามความจำเป็น
                 7. 
ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำงานสำเร็จ ก่อนที่จะเริ่มทำงานชิ้นใหม่

 5.  ใช้สมุดโน้ตและระบบเก็บเอกสาร (USE NOTEBOOK AND FILING SYSTEM)

เลือกใช้สมุดโน้ตแบบ 2 ห่วงหรือ แบบสันห่วง แล้วแบ่งเป็นส่วน ๆ ของ
แต่ละวิชา หรือแยกสมุดตามวิชานั้น ๆ ไม่ควรใช้ สมุดฉีกหรือสมุดรายงาน เพราะกระดาษขาดง่าย และคั่นงานแต่ละวิชาได้ยาก ควรเขียนชื่อ วิชาบนหน้าปกสมุดโน้ตให้ชัดเจนและ จัดเก็บไว้เป็นส่วน ๆ ในกล่อง 
หรือชั้น หนังสือ อย่าเก็บไว้ในที่ ๆ ไม่เหมาะสม จำไว้ว่าต้องเขียนชื่อเอกสาร และสมุดบันทึกแต่ละวิชาชัดเจน 

6. หาเพื่อนเป็นที่ปรึกษาในการเรียน (HAVE A PEER HELPER/BUDDY/TUTOR)

           การเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยบางครั้งจะเกิดความไม่สะดวกในการขอ
           คำปรึกษาจากอาจารย์หลังจากจบชั่วโมงแล้ว บางทีนักศึกษาอาจจะอาย
           ไม่กล้าถาม ในความเป็นจริงแล้วอาจารย์จะดีใจที่มีนักศึกษาถาม ดังนั้นเพื่อนร่วมชั้น 
           หรือกลุ่มเพื่อน
จะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ การปรึกษากับเพื่อนจะเป็น
           ประโยชน์มาก หลังจากผ่านไปสอง หรือสามสัปดาห์นักศึกษาจะรู้เองว่าจะเลือก
                   เพื่อนคนไหนเป็น คนช่วยอธิบายบทเรียน หรือ เป็น tutor   ในกรณีที่เรียนตาม
                   เพื่อนไม่ทันการมีเพื่อนช่วยสอนพิเศษให้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

                  

  เทคนิคช่วยจำ

         มีวิธีที่ช่วยให้จำได้ดีอยู่ 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 : จัดเรียงข้อมูล ให้เป็นลำดับ

ขั้นที่ 2 : คิดและไตร่ตรองข้อมูลอย่างละเอียด

ขั้นที่ 3 : นำข้อมูลนั้นไปสัมพันธ์กับสิ่งที่แปลกออกไป

ขั้นที่ 4 : ทบทวนบ่อยๆ

       ตัวอย่างเทคนิคช่วยจำ

1. จัดคำเป็นกลุ่ม (WORD GROUPING)

รามาทดลองแบ่งนักเรียนในชั้นเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะอ่านคำศัพท์ในรายการ
ให้เวลา 1 นาที แต่ละกลุ่มแล้วจดศัพท์ที่จำได้ อาจจะเป็นไปได้ว่าจำรายการที่ 2 ได้มากกว่า
รายการที่ 1 เพราะคำต่างๆ ในรายการที่ 2 ได้รวบรวมเป็นหมวดหมู่ดีกว่า และจะจดจำคำใน
รายการที่ 3 ได้มากที่สุด เพราะมีภาพประกอบ 

2. สังเกตความสัมพันธ์ (MAKING CONNECTION)

             ใช้จำหมายเลขโทรศัพท์หรือตัวสะกดของคำยาว ๆ

                   2.1  แบ่ง 3-3-3-3 หรือ 2-3-3

     268428 แยก เป็น 268 428

2.2  สร้างสิ่งสัมพันธ์

    268 428 = 268 428

    usually = us ua lly

 2.3  ออกเสียงเพื่อช่วยการสะกด

     theater = the-a-ter

3. อักษรย่อ (ACRONYM)

            อักษรย่อ คือ คำที่ได้มาจากอักษรตัวแรกของชื่อเต็ม เช่น ชื่อขององค์การ
           องค์การสหประชาชาติ UN มาจาก United Nations 

          McKowenได้ให้ตัวอย่างการใช้ตัวย่อช่วยจำชื่อทะเลสาบทั้งห้า 
          
มีทะเลสาบ Ontario, Huron Michigan, Superior และ Erie ให้นำอักษรตัวแรก
           ของแต่ละชื่อมารวมกัน คือ O H M S E แล้วจัดเรียงจะได้คำใหม่คือ HOMES  
          ชื่อทะเลสาบทั้งห้ามีอะไรบ้าง ถ้าคิดถึงคำว่า HOMES ก็จะนึกออก
            
อักษรย่อเป็นประโยชน ์สำหรับการจำหัวข้อสำคัญที่เรียน
             

4. กลเม็ดจำศัพท์ (GIMMICKS)

      กลเม็ดจำศัพท์เป็นประโยชน์มากในการเรียนคำศัพท์และการสะกดคำที่ไม่ตรงกับเสียงอ่าน  

          ตัวอย่างกลเม็ดในการจำตัวสะกด

    1. คำโดดในคำรวม (A small word in the whole word)

      ีคำว่า “science” ใน “conscience” เมื่อคุณสะกดคำว่า “conscience”
      จำไว้ด้วยว่ามี “science
      ” ใน “conscience”

    2. “ie” หรือ “ei” ("ie" or "ei")

มีบทกลอนที่ช่วยให้คุณจำคำที่สะกด “ei” หรือ “ie” 

"Ibefore "e"
Except after "c"
Or when sounded as "a"
As in "neighbor" or "weigh"

           ส่วนใหญ่ "i" ไว้หน้า "e"(ie)
           เว้นหลัง
"c"เป็น "ei"
        
ออกเสียง "a ก็ย่อมใช่
          เช่นใน "w
eigh"หรือ"neighbor" 

 

5. สร้างภาพ ของคำศัพท์ ( VISUALIZING)

           นึกรูปความหมายของคำศัพท์ เช่น  เมื่อต้องการจำศัพท์คำว่า 

  การจดบันทึกย่อ

      โดยธรรมชาติแล้วมันเป็นการยากที่เราจะเข้าใจ จดจำจุดสำคัญและ รายละเอียด  
      ปลีกย่อยที่เราอ่านหรือฟังได้หมด เราอาจจะลืมหัวข้อใหญ่ๆ ผลก็คือ ต้องอ่านใหม่
     อีกครั้งหรือสองครั้ง เพื่อให้จำจุดสำคัญได้ซึ่งเป็นการเสียเวลา จึงควรจะสิ่งที่มาช่วย
     จำว่าเราอ่านอะไรไปบ้าง การจดบันทึกเป็นการช่วยจำและทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น
           การจดบันทึกเราจะต้องจำ 3 ประการ ดังนี้

    1. รู้ว่าอะไรสำคัญ
    2. ย่อความสำคัญนั้นลงในสมุดโน้ต
    3. แสดงให้เห็นว่าจุดสำคัญสัมพันธ์กันอย่างไร

             สิ่งสำคัญในการจดโน้ตก็คือ การฝึกใช้คำย่อ สัญลักษณ์ และคำสั้นๆ เช่น
                             เท่ากับ                e.g.    ตัวอย่าง  
                      ¹      ไม่เท่ากับ              
®     สาเหตุ
                       i.e.      อาทิ                    Q/?
    คำถาม
                       \       เพราะฉะนั้น            #
     หมายเลข
                       p/pp     หน้า
                      

             

  การจดบันทึก(โน้ต) แบบต่าง ๆ
         (ALTERNATE NOTE-TAKING TECHNIQUES)

        Sotiriou กล่าวถึงการจดบันทึกแบบต่างๆ เช่น วิธีการจดบันทึกเป็นแบบแผนผัง
            แบบขั้นบันได และ การจดบันทึกแบบ “Cornell”ไว้ในหนังสือชื่อ “Integrating 
            College Study Skills” (บูรณาการทักษะการเรียนระดับวิทยาลัย) นักศึกษาควร
            ศึกษาวิธีเหล่านี้แล้วเปรียบเทียบกับการจดบันทึกแบบแนวดิ่ง และแบบแมงมุม

       ารจดบันทึกแบบแผนผังเป็นวิธีการใช้รูปทรงเรขาคณิตและรูปภาพเพื่อแสดง 
          ความสัมพันธ์ของใจความหลัก(main idea)และรายละเอียดที่สำคัญ(major details)
          การจดบันทึกแบบแผนผังเป็นการวาดภาพ ตามแต่จะกำหนด แบบบันทึกอาจ
         จะเล็กหรือใหญ่ก็ได้    ถ้าใหญ่ก็จำเป็นต้องจดไว้ ในกระดาษต่างหาก ที่สามารถเห็น
         ส่วนประกอบนั้นๆได้

            

                 1.   การจดบันทึกแบบข้อความ (Map of Statements) 
                               
แบบวงกลมสมมาตรกัน
                

              2.  การจดบันทึกข้อความเหมือนกันบางส่วน(Map of Similarities Using Interesting Circles) 
                                         
แบบวงกลมซ้อนกันบางส่วน
                    

                3.  การบันทึกแบบตามลำดับ(Map Showing Sequences)
                

     4. การบันทึกแบบการศึกษา(Study Map)


 

        5.  การบันทึกแบบต้นไม้ (Tree Study Map)


 

     6.  การบันทึกแบบขั้นบันไดของใจความหลักและรายละเอียด 
            (Laddering of Main Ideas and Details)

       Family structure

                   Older family
                        
In all societies
                         Very strong

                   Modern family
                       
Weaker than older family
                         More responsibility given to society

      โครงสร้างครอบครัว     

                  ครอบครัวยุคเก่า
                       
ในทุกสังคม
                         เข้มแข็ง

                   ครอบครัวยุคใหม่

                                   อ่อนแอกว่าครอบครัวแบบเก่า                
                                   รับผิดชอบต่อสังคมสูง

          

ระบบการจดบันทึกย่อของ “Bud”

        ระบบการจดบันทึกย่อแบบง่ายๆ ในชั้นเรียนของ Bud เป็นระบบการจดบันทึกย่อที่เป็น ประโยชน์ระบบหนึ่ง มีการแนะนำที่ชัดเจนมาก โดยให้ทำ 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

    งานที่ 1 การจดบันทึกย่อ

             ฟังอย่างมีสมาธิเพื่อให้การจดบันทึกดีขึ้น

             1.1 ฟังอย่างตั้งใจ
             1.2 จดอย่างรวดเร็ว
             1.3 ใช้ชวเลขส่วนตัว

    งานที่ 2 อ่านและแก้ไขข้อความที่จดบันทึกไว้

            อ่านกันลืมและเพื่อให้จำได้ยาวนาน

             2.1 อ่านหลังจากจดบันทึกย่อไม่เกิน 6 ชั่วโมง
             2.2 แก้ไขชวเลขและอักษรที่เขียนอย่างหวัด ๆ
             2.3 แยกและขีดเส้นใต้ หรือ เน้นข้อความสำคัญ (ด้วยปากกาเน้นข้อความ)
             2.4 วิเคราะห์ แยกแยะตัวอย่าง
             2.5 ย่อให้ชัดเจนและอ่านง่าย

   งานที่ 3 เรียบเรียงความคิด ด้วยภาษาของเราเอง หลังจากเสร็จ งานที่ 2 โดยทันที

             กำหนดรูปแบบความจำได้นานยิ่งขึ้น

              3.1 อ่านข้อความในย่อหน้าแรกซ้ำ
              3.2 สรุปข้อความที่ได้จากส่วนแรก
              3.3 เขียนข้อความสั้นๆ ที่เป็นภาษาส่วนตัว ลงบนซ้ายของหน้าขวา
              3.4 เขียนข้อความที่เป็นส่วนตัวในแต่ละส่วนต่อเนื่องกันไป

   งานที่ 4 ท่องปากเปล่า

             ท่องปากเปล่าเป็นวิธีที่ทำให้จำได้ดีที่สุด

              4.1 ปิดข้อความที่อยู่ทางด้านขวา
              4.2 ท่องข้อความเต็ม ๆ จากข้อความสั้น ๆ ที่เราเขียนไว้(ด้านซ้าย)
              4.3 เปิดข้อความที่คุณเขียนไว้ แล้วตรวจสอบว่า ถูกมากน้อยเพียงใด
              4.4 ท่องซ้ำ ๆ บ่อยๆ
              4.5 พยายามท่องโดยใช้กระบวนการเดิม ในส่วนต่อๆ ไป

   งานที่ 5 หารูปแบบองค์รวม

สรุปรวมแนวคิดเพื่อทำให้จำได้นาน

              5.1 ทบทวนข้อความที่กล่าวซ้ำ ๆ
              5.2 ตัดสินใจใช้รูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งในการจดโน้ต
                5.3 บันทึกโน้ตย่อบนหน้าด้านซ้าย
               5.4 ท่องข้อความที่จดดัง ๆ

   งานที่ 6 ท่องข้อความโดยใช้วิธีการของตัวเอง

              6.1 ตั้งคำถามถามตนเอง
              6.2 ตอบคำถามในหน้าขวา

   งานที่ 7 ท่องและทบทวน

              7.1  ก่อนเรียนครั้งต่อไป ทำ งานที่ 4, 5 และ6
              7.2  ตั้งคำถามแบบเก็งข้อสอบ
              7.3  ท่องและทบทวน
งานที่ 4, 5 และ6 หลังบทเรียนแต่ละครั้ง และ
                                 เมื่อเรียนจบแต่ละตอน
              7.4   ก่อนสอบปลายภาค ทบทวนโดยการทำ
งานที่ 4, 5 และ6 แล้ว
                                  ตอบคำถามที่เก็งเอาไว้

การเรียนโดยใช้ระบบ SQ3R

              S = Survey สำรวจ

               1.   สำรวจหนังสือทั้งเล่ม
      1. คำนำ
      2. สารบัญ
      3. ดรรชนีท้ายเล่ม
      4. อภิธานศัพท์
      5. ภาคผนวก
      6. เฉลย
      7. หนังสือทั้งเล่ม

                     2.  สำรวจแต่ละบท

      1. ชื่อเรื่อง
      2. หัวข้อเนื้อหาในบท
      3. หัวข้อย่อย
      4. ภาพประกอบ แผนภูมิ กราฟ แผนผัง
      5. ข้อมูลท้ายบท

             Q = Question ตั้งคำถาม

อ่านคำถามท้ายบท สอง สามครั้ง หาคำตอบ ถ้าไม่มีคำถามท้ายบท ให้หา
  ประโยคใจความหลัก หัวข้อ ข้อความที่พิมพตัวหนา หรือตัวเอน แล้วตั้งคำถามขึ้นเอง

             R = Read อ่าน

       จากคำถามที่ได้เตรียมไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้   ต่อไปใช้ปากกาหรือปากกาเน้นข้อความ
 (ไม่ควรใช้ดินสอ) เพื่อขีดเส้นใต้หรือเน้นตรงที่คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ  เมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้ว 
ควรเริ่มอ่าน จากหัวข้อย่อยก่อน อย่าพยายามอ่านทั้งบทในครั้งเดียว  ควรอ่านรายละเอียดทั้งหมด
อย่างละเอียด ใช้ทักษะการอ่านช่วยให้เข้าใจแนวคิดหลักๆ ในหัวข้อนั้นๆ   การอ่านอย่างคร่าวๆ จะช่วยให้รู้แนวคิด โดยไม่ต้องอ่านทุกคำ ดูหัวข้อสำคัญประโยคหรือคำตอบ อย่างไรก็ตาม
อย่ามองข้ามคำต่าง ๆ เช่น
บ่อยๆ ไม่เคย ไม่ ทั้งหมด ไม่ใช่ทั้งหมด แต่

       เมื่ออ่านถึงแนวคิดหลัก หรือรายละเอียดในย่อหน้าที่ช่วยให้ตอบคำถามได้ จึงควรเขียนหรือ ทำสัญลักษณ์ โดยขีดเส้นใต้หรือระบายทับด้วยปากกาเน้นข้อความ ปากกาเน้นข้อความสีเหลือง
เห็นชัด และไม่ปวดตา  แต่
ไม่ควรขีดเส้นใต้หรือระบาย ด้วยปากกาเน้นข้อความมากเกินไป

 

                   คำแนะนำ 10 ประการ โดย Sotiriou สำหรับการทำเครื่องหมาย ขีดเส้นใต้ข้อความ หรือบันทึกการบรรยาย            

    1. ทำเครื่องหมายตรงข้อความที่คิดว่าสำคัญด้วย เส้นคู่ หรือ เส้นหยัก หรือแรเงา
    2. ทำเครื่องหมายกับรายละเอียดปลีกย่อยส่วนใหญ่ด้วยเส้นเดี่ยวหรือใช้ปากกาเน้น
      ข้อความ
    3. ใช้เครื่องหมายดอกจัน(*) ไว้ข้างๆ ข้อความที่สำคัญเป็นพิเศษ
    4. ข้อความปลีกย่อยที่สำคัญ (เหตุ ผล ขั้นตอน หรือสัญลักษณ์พิเศษ) ให้ใช้คำย่อเขียน
      ไว้ข้างๆ เพื่อเตือนเป็นจุดสังเกต
    5. ใหวงกลมคำที่เฉลย อธิบายความหมาย ถ้าไม่ได้พิมพ์ตัวหนาหรือเอน
    6. ให้ใส่เครื่องหมายคำถาม (?)ไว้ข้างๆ ประโยค ตรงที่คุณไม่เข้าใจ
    7. เขียนคำอธิบายไว้ที่ด้านขวา ซ้าย บน หรือด้านล่างของหน้า ด้วยวลี หรือ
      ประโยคสั้นๆ ใช้คำย่อ หรือย่อความที่จุดสำคัญ
    8. อย่าทำเครื่องหมายทันทีที่อ่าน ให้อ่านไปหลายๆ ย่อหน้าก่อน
    9. มีความคงที่ในการทำเครื่องหมาย และการขีดเส้นใต้ต้องแน่ใจว่าใช้สัญลักษณ์และ คำย่ออย่างเดียวกันตลอดข้อความ 
    10. การทำเครื่องหมายในหนังสือ เป็นการปฏิบัติที่ควรทำในการอ่าน   อย่าลืมว่า การทำเครื่องหมายหรือจุดเด่น ที่เป็นคำเฉลยหรือคำตอบ ต้องทำด้วยความรอบคอบ
      และตั้งใจ

                R = Recite ท่องจำ

การท่องจำ (Recite) หมายถึง 1. การพูดบางอย่างที่ได้เรียนรู้จากความทรงจำ 2.บอกรายการบางสิ่ง 
3. ตอบคำถามครูในชั้นเรียน     การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณจำได้ดีขึ้นจากที่เรียนไปแล้ว 
อ่านข้อความ ที่เขียนไว้ตรงขอบหน้าสมุด(margin) ขีดเส้นใต้หรือระบายข้อความไม่เกิน
 5 – 10 นาที แล้วจดโน้ตโดยใช้การจดบันทึกแบบแนวดิ่ง แบบแมงมุม หรือแบบแผนผัง 
ถ้าจำไม่หมด ให้กลับไปอ่านสมุดโน้ตอีกครั้งหนึ่ง และให้สังเกตสิ่งที่ได้ทำเครื่องหมายไว้ ถ้าข้อความยากเกินไป อาจจะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยการแบ่งเป็นตอนๆ

             R = Review ทบทวน

การทบทวนเป็นขั้นตอนสุดท้ายของ SQ3R เป็นการประกันว่าจำสิ่งที่ได้ทำหรือได้ฝึกไปแล้ว การทบทวนควรจะทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตลอดภาคเรียนไม่ใช่คืนก่อนสอบ

 

การพัฒนาคำศัพท์ (DEVELOP YOUR VOCABULARY)

       ในการอ่านเราจะพบคำศัพท์มากมายที่ไม่รู้จัก  ยิ่งกว่านั้นเมื่อต้องการเพิ่มพูนความรู้ก็จะต้อง
 รู้คำศัพท์ให้มากขึ้นด้วย   การเพิ่มคำศัพท์และการใช้คำศัพท์ให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ นักศึกษาเรียนเก่ง ที่ต้องการทำคะแนนให้ดีขึ้นและเพิ่มทักษะในการอ่าน

             ขั้นตอนการเรียนคำศัพท์ใหม่มี 4 ขั้น คือ

    1. สร้างสรรค(CREATE)  คิดความหมายของคำศัพท์จากรูปแบบของคำ
                        และใช้การเดาจากบริบท
    2. ทดลอง (TRY) ลองนำความหมายที่คิดได้ไปใส่ในบริบท
    3. ยืนยัน (CONFIRM) ตรวจความถูกต้องโดยใช้พจนานุกรม
    4. ใช(USE) ใช้คำศัพท์ในการเขียนและสนทนา

 

                       The Japanese macaque is an endangered monkey.
              It inhabits and area farther north than any other
             
primate except for humans.  The Japanese 
              call this animal the snow monkey because it 
              can be found in the snowy region of Japan.  
              Ironically some troops of macaques have been
             
relocated in Texas to ensure their survival. 

             

macaque, endangeredprimaterelocatedensure

    ขั้นที่ 1 การสร้างคำอธิบายของเราเอง

  1.1  ดูจากส่วนประกอบของ “endangered, ensure and relocated”

* endangered = en + danger + ed

* ensure = en + sure

                      เรารู้ว่า “en” เป็นอุปสรรคซึ่งหมายความว่า “สร้าง ทำ หรือ เป็นเหตุ” 
                     (to make or to cause...)และ “-
ed” เป็น suffix ซึ่งเป็นpast participle (V3) 
                      ของกริยาแต่ทำหน้าที่ขยาย คำว่า monkey  ดังนั้น  “
endangered” จึง
                      หมายความว่า  “to be caused in danger”  (ทำให้อยู่ในอันตราย)
                       “
ensure” หมายความว่า “to make sure” (ทำให้แน่ใจ)

                        *relocated = re + locate + ed

เราสามารถแบ่งคำ “relocated” ออกเป็น prefix “re-” ซึ่งหมายความว่า “again” (ใหม่, อีก) รากศัพท์ “loc” หมายถึง “place” (สถานที่) “-ate” ซึ่งทำให้คำนี้เป็นกริยาและหมายความว่า “to make” (สร้าง, ทำ) และ Suffix “-ed” ที่เป็นรูป past participle(V3) ดังนั้น relocated จึงหมายความว่า “to be make (put) in a new place” (นำไปไว้ในสถานที่ใหม่)

                 1.2   การเดาศัพท์โดยใช้บริบท

ราอาจไม่สามารถรู้ความหมายของ “macaque”โดยดูที่ส่วนประกอบ
ของคำ  เหมือนกับ “endangered” หรือ “ensure” (โดยใช้วิธีการ Prefix  และ Suffix) ได้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนจะบอกความหมายของมันโดยให้
คำอธิบายในประโยค “The Japanese macaque is an endangered monkey.” แปลว่า “The Japanese macaque” เป็นลิงชนิดหนึ่งซึ่งตก อยู่ในอันตราย    คำอื่นๆ ในเนื้อเรื่อง สามารถแปลความหมาย โดย ใช้เงื่อนไขของคำอธิบาย คือ
“primate” ซึ่งต้องเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมือนลิงหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนลิงและคน  คำว่า “any
other” และ “except” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะบอกเราว่า “primate” หมายถึง “mammal” (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)

         

       ขั้นที่ 2 ทดลองในเนื้อเรื่อง

เมื่อมาถึงขั้นทดลองความหมาย ซึ่งทำให้แน่ใจโดยใส่ความหมายลงไป ในเนื้อเรื่องเพื่อยืนยัน
ความถูกต้อง  ลองมาตรวจสอบความหมายของ “primate” ในประโยค

               It inhabits an area farther north than any other primate except for humans.

              (มันอาศัยอยู่ในภาคเหนือ ไกลกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นยกเว้นมนุษย์)

        ขั้นที่ 3 ยืนยันความหมายด้วยพจนานุกรม

ตอนนี้เรามาตรวจสอบความหมายของ “primate”อีกครั้งด้วยพจนานุกรม เวลาใช้พจนานุกรม ต้องอ่านคำอธิบายทั้งหมด แล้วหาเพียงความหมายเดียวที่เข้ากับเนื้อเรื่อง 
  “primate” มีความหมายสองอย่าง

    1. pri mate [praimit] n. เป็นตำแหน่งหนึ่งของพระในศาสนาคริสต์

    2. pri mate [praimeit] n. one of the highest order of mammals (including men, 
      apes, monkeys, and lemurs) [สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงชนิดหนึ่ง รวมทั้งคน 
      ลิง และตัวลีเมอร์]

สรุปแล้วความหมายที่เข้ากับเนื้อเรื่องก็คือความหมายที่ 2 แน่นอน

     ขั้นที่ 4 ใช้คำศัพท์ในการเขียนและพูด

        เมื่อต้องเสียเวลามากมาย เพื่อหาศัพท์  นักศึกษาจึงควรฝึกใช้คำเหล่านั้นในการเขียนหรือพูด
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ลืมคำเหล่านั้นเร็ว จงใช้คำศัพท์ใหม่นั้นบ่อยๆ วิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียนรู้
้ ก็คือ การลอกตัวอย่างการใช้คำจากพจนานุกรม(อาจจะหาได้ง่ายใน dictionary  ที่เป็น Collocation 
หรือ English-English dictionary ที่มาตรฐาน) และทดลองใช้คำนั้นเอง

        เรามาทดลองกับคำว่า “endangered” ลองนึกถึงสิ่งใดที่กำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว
ใช้คำนี้ในประโยคนั้น

           “Our environment is endangered by our selfishness and carelessness.”
 (สภาพแวดล้อมของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากความเห็นแก่ตัวและความประมาทของพวกเราเอง)

 

   TIPS:
      
ศึกษาและทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมใน แบบเรียน 
           Unit 6 Study Skills หน้า 147 - 176

 

 
 

Gunya Thirapote, English Program, Rajabhat Institute Phetchaburi, Amphoe Muang, Phetchaburi 76000 Tel:(032)424097Ex.1305